Skip to content
The world's No.1 AI note-taking brand.
Plaud ตัวช่วยจัดการงานเอกสารและสรุปการประชุม เพื่อให้ทีมมีเวลาสร้างคุณค่าได้มากขึ้น

Plaud ตัวช่วยจัดการงานเอกสารและสรุปการประชุม เพื่อให้ทีมมีเวลาสร้างคุณค่าได้มากขึ้น

เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตการทำงานมากขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “AI จะเข้ามาแทนคนหรือไม่” แต่คือ “เราจะใช้ AI อย่างไร เพื่อให้คนมีเวลาไปทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น”

สำหรับ คุณปอง จักรพงษ์ คงมาลัย Founder and CEO of Moonshot Digital Plaud เข้ามามีบทบาทในลักษณะนั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการบันทึก สรุป และรีแคปการประชุม ซึ่งเดิมเป็นงานที่ต้องอาศัยทีมสนับสนุนหรือใช้เวลาของเขาเองค่อนข้างมาก

เขาพบว่างานส่วนหนึ่งที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของทีมสนับสนุนสามารถใช้ Plaud เข้ามาช่วยจัดการได้ ขณะที่งานอีกส่วนที่ต้องอาศัยความเข้าใจบริบท การประสานงาน และการตัดสินใจ ยังคงมอบหมายให้ทีมสนับสนุนและแอดมินดูแลต่อไป

ในมุมของเขา AI จึงไม่ได้เข้ามาลดทอนบทบาทของมนุษย์ แต่ช่วยลดภาระงานที่กินเวลา เพื่อเปิดโอกาสให้คนในทีมไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ทักษะและสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม

จากการประชุมหนึ่งชั่วโมง สู่รีแคปที่พร้อมใช้งานใน 20 นาที

หนึ่งในงานที่คุณปองใช้ Plaud มากที่สุดคือ การรีแคปการประชุมและบทสนทนา โดยเฉพาะการพูดคุยกับลูกค้าที่มีรายละเอียดจำนวนมาก ซึ่งหากต้องจด ถอดความ และเรียบเรียงใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมด อาจใช้เวลาไม่น้อย

เขายกตัวอย่างการพูดคุยกับลูกค้ารายหนึ่งที่โทรมาปรึกษาเรื่องการสื่อสารแบรนด์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในอนาคต การสนทนาครั้งนั้นเป็นเรื่องเชิงลึกและใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที

หลังจบการสนทนา เขานำ Transcript ที่ได้ไปทำงานต่อร่วมกับ ChatGPT ซึ่งตั้ง Custom Instruction ให้เข้าใจรูปแบบการทำงานและบริบทของเขา จากนั้นให้ช่วยจัดทำรีแคปสำหรับลูกค้า ก่อนนำเนื้อหากลับมาเรียบเรียงลงในอีเมลและตรวจทานอีกครั้ง โดยทั้งหมดนี้เขาแจ้งกับทุกแพลตฟอร์มว่าต้องไม่เอาข้อมูลในประชุมไปเทรนต่อ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของเนื้อหา

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งช่วยลดเวลาจากการต้องย้อนฟัง จด และสรุปเนื้อหาทั้งหมดด้วยตัวเองได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วไม่ได้หมายความว่า AI เป็นผู้ตัดสินใจแทนทั้งหมด

หลังจากได้เนื้อหาที่ระบบช่วยสรุปแล้ว คุณปองยังใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงปรับภาษาและน้ำเสียงให้เหมาะกับบริบท เช่น ระดับความเป็นทางการ หรือความสนิทสนมกับผู้รับสาร ก่อนส่งรีแคปหรือคำตอบให้ลูกค้าทุกครั้ง

นี่จึงเป็นตัวอย่างของการแบ่งบทบาทที่ชัดเจนระหว่าง AI และมนุษย์ — AI ช่วยจัดการข้อมูลและลดงานที่ใช้เวลา ขณะที่มนุษย์ยังเป็นผู้ตรวจสอบ เข้าใจบริบท และตัดสินใจว่าจะสื่อสารอย่างไร

อุปกรณ์ Plaud สำหรับการประชุมที่เกิดขึ้นตรงหน้า

นอกจากการใช้งานด้านการสรุปข้อมูลแล้ว คุณปองยังพกอุปกรณ์ Plaud ติดกระเป๋าไว้สำหรับการประชุมและการพูดคุยกับลูกค้าแบบต่อหน้า

แม้โทรศัพท์มือถือจะสามารถบันทึกเสียงได้เช่นกัน แต่สำหรับเขา การมีอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ตลอดเวลา

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญควบคู่กันคือ ความเป็นส่วนตัวและการขออนุญาตก่อนบันทึกเสียง โดยจะแจ้งคู่สนทนาก่อนทุกครั้งว่ากำลังใช้อุปกรณ์บันทึก เนื่องจากตระหนักถึงประเด็นด้าน PDPA และความละเอียดอ่อนของข้อมูลทางธุรกิจ

หากลูกค้าแจ้งว่าข้อมูลในการประชุมเป็นความลับ หรือไม่ต้องการให้มีการบันทึก เขาจะหยุดใช้ Plaud และเปลี่ยนไปจดข้อมูลด้วย reMarkable แทน

เทคโนโลยีจึงไม่ได้ถูกใช้โดยอัตโนมัติในทุกสถานการณ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ใช้งานว่า ข้อมูลใดควรบันทึก และข้อมูลใดไม่ควรถูกนำเข้าสู่ระบบตั้งแต่แรก

Plaud บนเดสก์ท็อป จุดที่เข้ากับชีวิตการทำงานจริง

หากต้องเลือกหนึ่งส่วนที่เข้ากับ Workflow การทำงานของเขามากที่สุด คุณปองยกให้ Plaud บนเดสก์ท็อป เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ “เวิร์กจริง” ในชีวิตประจำวัน

ในการประชุมออนไลน์ เขาสามารถเริ่มบันทึกได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่หน้าต่างป๊อปอัปช่วยเตือนให้ไม่ลืมกดบันทึก โดยไม่รบกวนพื้นที่การทำงานบนหน้าจอ เขามักวางหน้าต่างดังกล่าวไว้บริเวณมุมขวาของจอระหว่างการประชุม

ในมุมของเขา ผู้ใช้งานในปัจจุบันค่อนข้างคุ้นเคยกับการประชุมที่มีระบบบันทึกจากแพลตฟอร์มอย่าง Microsoft หรือ Google อยู่แล้ว และหากผู้เข้าร่วมไม่ต้องการให้บันทึก ก็มักจะแจ้งตั้งแต่ช่วงต้นของการประชุม

เขายังอนุญาตให้ Plaud เชื่อมต่อกับ Microsoft Teams และ Outlook เพื่อช่วยดึงโน้ตและบริบทที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หลังกลับจากการประชุมจึงสามารถ Generate เนื้อหาออกมาเป็นข้อความ และนำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อได้ทันที

จากเดิมที่ “จบประชุม” หมายถึงการเริ่มต้นงานอีกชุดหนึ่ง ตั้งแต่การรวบรวมโน้ต ถอดประเด็น ไปจนถึงเขียนรีแคป กระบวนการเหล่านี้จึงถูกย่นให้สั้นลง และช่วยให้เขาขยับไปสู่ขั้นตอนถัดไปของงานได้เร็วขึ้น

เมื่อ AI ช่วยเปิดประตูสู่ความรู้ที่ติดข้อจำกัดด้านภาษา

การใช้งาน Plaud ของคุณปองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องงานหรือการประชุมเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ การเรียนรู้

เขาใช้ Plaud เพื่อเก็บเนื้อหาจาก Webinar ภาษาญี่ปุ่น รวมถึงคอนเทนต์ภาษาต่างประเทศที่ไม่สามารถฟังและเข้าใจได้ทั้งหมดด้วยตัวเอง

แม้ในภาษาอังกฤษ เขาประเมินว่าสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ประมาณ 70% แต่อีก 30% อาจเป็นส่วนที่ “lost in translation” โดยเฉพาะเมื่อเป็นเนื้อหาที่มีรายละเอียดหรือคำศัพท์เฉพาะ

การมีเครื่องมือที่ช่วยบันทึก แปล และสรุปเนื้อหา ทำให้เขาสามารถกลับมาเข้าถึงข้อมูลส่วนที่อาจพลาดไปจากการฟังครั้งแรก และช่วยให้เก็บองค์ความรู้จากคอนเทนต์ต่างภาษาได้มากขึ้น

จากเดิมที่ “ภาษา” อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยลดช่องว่างดังกล่าว และทำให้เนื้อหาที่เคยเข้าถึงได้เพียงบางส่วนสามารถนำกลับมาอ่าน ทบทวน และต่อยอดได้ภายหลัง

Mind Map เปลี่ยนบทสนทนายาว ๆ ให้มองเห็นเป็นภาพ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่คุณปองชื่นชอบคือ Visual และ Mind Map

สำหรับการประชุมหรือบทสนทนาที่ยาวและมีหลายประเด็น การเห็นข้อมูลในรูปแบบภาพช่วยให้เขามองเห็นได้ง่ายขึ้นว่า การสนทนาเริ่มต้นจากเรื่องใด แตกแขนงไปสู่ประเด็นไหนบ้าง และมีหัวข้อสำคัญส่วนใดที่อาจตกหล่นจากการสรุปหรือไม่

Mind Map จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงย่อข้อมูล แต่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วย “มองโครงสร้างของบทสนทนา” ซึ่งแตกต่างจากการอ่าน Transcript หรือ Summary แบบข้อความเพียงอย่างเดียว

ม่านฟ้าเองก็ชื่นชอบฟีเจอร์นี้เช่นกัน เพราะการเปลี่ยนข้อมูลเป็นภาพช่วยให้จับใจความและจดจำประเด็นสำคัญได้ง่ายขึ้น

AI ที่ดีอาจไม่ใช่ AI ที่ทำทุกอย่างแทนเรา

ประสบการณ์ของคุณปองสะท้อนให้เห็นรูปแบบการใช้ AI ในที่ทำงานที่น่าสนใจ — ไม่ใช่การมอบทุกอย่างให้ AI จัดการ แต่เป็นการเลือกให้งานที่กินเวลาและเป็นกระบวนการซ้ำ ๆ ถูกจัดการได้เร็วขึ้น ขณะที่มนุษย์ยังคงรับผิดชอบในส่วนที่ต้องอาศัยบริบท วิจารณญาณ และความเข้าใจระหว่างบุคคล

Plaud ช่วยเปลี่ยนเสียงสนทนาให้กลายเป็นข้อมูลที่พร้อมนำไปใช้ต่อ ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้กับการถอดความ การสรุป และการจัดระเบียบข้อมูล แต่สุดท้ายแล้ว คนยังเป็นผู้ตัดสินใจว่าข้อมูลนั้นหมายถึงอะไร ควรนำไปใช้อย่างไร และควรสื่อสารกับอีกฝ่ายแบบไหน

เมื่อเวลาที่เคยหมดไปกับงานเหล่านี้ลดลง สิ่งที่ได้กลับมาจึงไม่ใช่เพียงความรวดเร็ว แต่คือเวลาที่คนสามารถนำไปใช้กับงานที่ต้องการความคิด ความเข้าใจ และคุณค่าจากมนุษย์มากกว่าเดิม

Featured Blog Posts & Updates